ช่วงชีวิตนึง ที่เรียกว่า เรียนป.โท

ช่วงนี้ผมอยู่ในช่วงใกล้สอบกลางภาคของการเรียนปริญญาโทอยู่ครับ อารมณ์ ความรู้สึก ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสมัยตอนเรียนปริญญาตรี นั้นแหละครับ แต่สิ่งที่อาจจะแตกต่างไปคือ “ความรับผิดชอบ” และ “เรื่องที่เราต้องรับผิดชอบ” ครับ ช่วงที่เราเรียนป.ตรี ผมเองมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบไม่มาก ค่าเทอมก็ไม่ได้เป็นคนจ่าย พ่อแม่จ่ายให้ ค่าที่พักพ่อแม่ก็จ่ายให้ ค่ากิน ค่าเที่ยว รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผมก็ถือว่าตัวเองโชคดีในระดับนึงที่ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องการหาเงินๆ ทองๆ เลยเพียงแค่ต้องจัดการ หรือ หมุนเงิน ให้ทัน เท่านั้นเอง และอีกเรื่องที่ต้องรับผิดชอบก็คือแค่ “เรียนให้จบ” และ “สอบให้ผ่าน” เท่านั้นเอง ตอนนั้นก็รู้สึกว่ายากนะ กับการรับผิดชอบแค่นี้ แต่พอเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ความรับผิดชอบทั้งหลายก็ตามมามากมาย พอมองย้อนกลับไป สมัยนั้นน่าจะเรียกได้ว่า “โคตรสบาย” เลยก็ว่าได้

ทุกวันนี้ ผมเรียนป.โท โดยที่ เลือกเรียนเอง เลือกคณะเอง หาเงินจ่ายค่าเทอมเอง แค่นี้ก็ทำให้รู้แล้วว่า ที่ผ่านมามันสบายแค่ไหน นี่ยังไม่นับรวมถึง เรื่องการหาเงินใช้ชีวิตเองทั้งหมด ไม่ว่าจะ ค่ากิน ค่าอยู่ ฯลฯ รวมถึงสิ่งที่ต้อง “Balance” ในชีวิตอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะ ครอบครัว การงาน การเงิน ความรัก หรือแม้กระทั่งเพื่อน

 

ตั้งแต่ ผมตัดสินใจเรียนป.โท วันๆนึงเวลาผ่านไปเร็วมาก เรียกว่า 24 ชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว ตอนเช้าตื่นมารับวันใหม่แบบงงๆ กับคำถามที่ว่า “เช้าแล้วเหรอ? นี่วันใหม่แล้วหรอ?” กิจกรรมที่ต้องทำในวันๆ หนึ่ง นอนจากใช้ร่างกาย สมอง ทำงาน วันละ 8 ชั่วโมงแล้ว ยังต้องไปนั่งเรียนอีก 3-4 ชั่วโมงในตอนเย็น กว่าจะกลับมาพักผ่อนก็เกือบจะเที่ยงคืนเข้าให้ นี่ยังไม่รวมถึง เวลาที่ต้องทำการบ้าน โปรเจค และ “งานเสริม” อีก ที่ผมรับทำเว็บ หรือโปรเจคหาเงินอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน เพราะลำพังเงินเดือนคงไม่พอจะจ่ายค่าเทอม และค่ากินอยู่ต่างๆ ในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ได้

 

ช่วงก่อนผมมีโอกาสได้ดูหนังสั้่น ที่สร้างขึ้นจากกระทู้พันทิพอันโด่งดังที่ว่า ” ผมมีอะไรเล่าให้ฟัง ….กับเงิน 800 บาทกินทั้งเดือน ” มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากกับคนๆ นึงที่สามารถดิ้นรน อยู่ให้ได้ภายในกรุงเทพ ด้วยเงินเพียง 800 บาท ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีประสบการณ์แบบนั้นซักเท่าไหร่และก็คิดว่าไม่อยากมีด้วย แต่ทุกวันนี้ ผมเริ่มคิดแล้วว่า มันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ ถึงแม้ไม่ได้เป็นเรื่องกินอยู่ แต่มันอาจจะเป็นเรื่องค่าเทอมฯ ผมสามารถสารภาพตรงๆ ได้เลยว่า ผมเองมีเงินพอจะจ่ายค่าเทอมได้อีก เทอมเดียวเท่านั้น (ซึ่งมันก็รวมเงินเก็บ+ค่ากินอยู่ของผมด้วย) ดังนั้นผมเองต้องหาอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้เข้ามาสนับสนุนเงินเดือน เพื่อให้กิจกรรมต่างๆ ผมไม่สะดุดลง ที่ผมจะเล่าไม่ใช่ว่าจะมาขอเงิน หรือเรียกร้องอะไรนะครับ ผมแค่จะเล่าประสบการณ์และแชร์เป็นอุทาหรณ์และแง่คิดให้คนอื่นๆ ฟังก็เท่านั้นนะครับ

 

เพราะว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าอนาคตเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเลยจริงๆ หลายอย่างที่วางแผนไว้ มันเปลี่ยนแปลง มีเหตุให้เกิดอะไรบางอย่างได้ตลอด เพราะเดิมที ผมเองคำนวณไว้ว่า ลำพังเงินเดือนผม ไม่พอจ่ายค่าเทอมอยู่แล้ว แต่บริษัท มีโบนัสให้ปีละสองครั้ง กลางปี กับปลายปี ดังนั้น ถ้าผมได้โบนัสขั้นต่ำซักเดือนนึง ผมก็สามารถนำไปจ่ายค่าเทอมได้แล้ว แต่กระนั้น สิ่งที่คิดไว้มันไม่เป็นจริงเสมอไป ปีนี้รายได้บริษัทไม่พอต่อการจ่ายโบนัสกลางปี อีกทั้งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบริษัททำให้การจ่ายโบนัสปลายปี ต้องมีอันเลื่อนจ่ายไปจ่ายราวๆ เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เสียอีก ทำให้สิ่งที่ผมวางแผนไว้โดยไม่มีแผนสำรอง ล้มเหลวไปโดยปริยาย… นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับการคิดตื้นๆ ไม่มีแผนสำรองนะครับ การเรียนก็คือการลงทุน ดังนั้นใครที่คิดจะลงทุนอะไร อย่าคิดตื้นๆ ต้องมองทางหนีทีไล่ รวมไปถึงแผนสำรองเอาไว้ด้วย

 

บาง คนอ่านมาถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า ถ้าไม่พร้อมแล้วมึงเรียนทำไม?, ถ้ามึงไม่มีเงินแล้วเลือกเรียนที่นี่ทำไม?, ที่เรียนค่าเทอมไม่แพงมีเยอะแยะ ทำไมมึงไม่ไปเรียน?.. คำถามเหล่านี้ผมว่า หลายคนก็ตอบได้ครับ

ลอง คิดว่า ถ้าคุณต้องเลือกซื้อสินค้าสักชิ้นนึง ที่คุณต้องใช้มันไปตลอดชีวิต หรือไม่ก็ใช้ไปยาวนานซักช่วงชีวิตนึง อย่างเช่น บ้านซักหลัง หรือ รถยนต์ซักคัน คุณเลือกซื้อของเหล่านี้ด้วยปัจจัยใดบ้างครับ เราคงไม่เลือกซื้อบ้านซักหลัง เพียงเพราะแค่มัน บังแดด กันฝน มีที่ซุกหัวนอนได้ แค่นั้น หรือเราคงไม่เลือกซื้อรถยนต์ซักคัน เพราะแค่มันสามารถวิ่งได้ และกันฝนได้ แค่นั้น การเรียนก็เหมือนกันครับ ผมเชื่อว่า คนเรา เลือกเรียน หรือแม้กระทั่งกำหนดเป้าหมายของการเรียน ไม่ได้ต่างกับการเลือกซื้อ รถ หรือ ซื้อบ้าน นั้นแหละ

เรา คงไม่ได้เลือกเรียน (ป.โท) เพราะแค่อยากเท่ห์ หรืออยากได้ปริญญา หรืออยากได้ใส่ครุย รับปริญญา แต่เราเลือกเพราะมันจะเป็นใบเบิกทางในอนาคตการทำงาน หรือการเสริมสร้างพื้นฐานความรู้ ต่อยอดธุรกิจ หรืองานที่ทำ หรือหาความรู้ในสายงานใหม่ๆ (อย่างที่ผมทำอยู่ เพราะผมเดิมจบวิศวะคอม แต่เรียนต่อ โลจิสติกส์) และอีกหลายๆ เหตุผล แต่เหตุผลหลักๆ ก็เพราะเรามองถึงอนาคต และต้องการที่จะ “ลงทุนกับมัน” นั้นแหละครับ มีคำคมของ เบนจามิน แฟรงกิน ที่ผมเคยเห็นคนแชร์กันใน Facebook อันนึงที่ผมว่ามันโดนนะ เขาบอกว่า “An investment in knowledge pays the best interest” หรือแปลเป็นไทยว่า “การลงทุนในความรู้ ให้ผลตอบแทนดีที่สุด

สุด ท้ายนี้ แค่อยากจะบอกว่า เวลาเราเลือกทำอะไรแล้ว ก็ทำให้มันเต็มที่ครับ บางครั้งทางเดินที่เราเลือกอาจจะมีอุปสรรค์ แต่ท้ายที่สุดถ้าเราผ่านไปได้ เราจะเก่งและแกร่งขึ้นครับ ผมเองยังไม่เคยรู้สึกตอนที่ว่าต้องจ่ายเงินแล้ว แต่ยังไม่มีเงินจะจ่าย แต่พอตอนนี้เจอสถานการณ์แบบนี้แล้ว มันทำให้เราคิดหาทางต่างๆ รวมไปถึงความตั้งใจ และการให้ความสำคัญกับทุกๆ สิ่งที่เราเสียเงินไป เพื่อจะใช้มันให้คุ้มค่าครับ… เพราะหากคุณยังไม่เคยขาดอะไรไป คุณก็ยังจะไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมันครับ…

สวัสดี..

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *