Digital Footprint ทุกร่องรอยมีความหมาย

พอดีเมื่อวานเรียนวิชานึง กล่าวถึงคำว่า Carbon Footprint ก็เลยนึกถึงบนโลกอินเทอร์เน็ตที่เราใช้ชีวิตอยู่อีกโลกนึงที่เป็นโลกคู่ขนานกันขึ้นมา ที่ถึงแม้อาจจะไม่มีการปล่อย Carbon แต่ก็มี Footprint อย่างนึงที่เราทุกคนทิ้งไว้ เยอะมากไม่แพ้กัน นั้นเรียกว่า Digital Footprint ..

Digital Footprint ถ้าแปลตรงๆ ตัวก็หมายถึง ร่องรอยหรือรอยเท้าดิจิตอล (ก็ตรงไปนะ) หรือถ้าให้เข้าใจง่ายๆ คือสิ่งที่เราทำลงไปบนโลกดิจิตอล นั้นเอง เช่น Post Status บน Facebook, Tweet ด่าคน บน Twitter, ถ่ายรูปคู่ขวดเบียร์ บน Instagram หรือแม้แต่การตอบกระทู้พันทิพ ก็เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ หลายคนอาจคิดว่า มันก็แค่ขำๆ ไม่จริงจัง แล้วฉันก็ไม่ใช่ดารา ไม่มีใครมาสนใจหรอก นั้นก็ใช่ครับ แต่อย่าลืมว่า วันนึงในอนาคต มีผู้ไม่หวังดีต้องการจะทำร้ายเรา เขาอาจไปขุดเรื่องพวกนี้มาได้ อาจจะฟังดูไกลตัวไป แต่ถ้าเรื่องใกล้ๆ ตัวเลย คุณลอง Search Google ด้วย ชื่อนามสกุลตัวเองดูสิครับ อาจจะเจอข้อมูลอะไรหลายๆ อย่างที่เราเคยไปพิมพ์ไว้ที่ไหนก็ตาม หรือแม้แต่ เบอร์โทรศัพท์ของเรา ก็เป็นได้

จากประสบการณ์เคยรู้จัก HR หลายที่ รวมไปถึงนายจ้างหลายบริษัท รวมไปถึงหัวหน้างาน และคนอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงานเข้ามาทำงาน ก็อาจจะมีการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน (นอกเหนือจากที่เขียนมาในใบสมัคร และ Resume) โดยอาจจะนำ ชื่อ หรือ email ไป search ใน Facebook เพื่อดูว่าเคยโพสอะไร และสิ่งที่โพสนั้นมันสืออะไร ซึ่งมันอาจจะสะท้อนถึงทัศนคติ เช่นว่าอาจจะโพสบ่นเจ้านาย ด่าบริษัทเก่า เพื่อนร่วมงานทิ้งไว้ เสียๆ หายๆ เมื่อเจ้านายใหม่หรือ HR มาเปิดเจอ ก็อาจจะพิจารณาการรับเข้าทำงานที่ใหม่ก็เป็นได้นะครับ

หลายคนอาจมองว่า Social Media อย่าง Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่ปล่าวเลย ตราบใดที่คุณ Add Friend แล้ว Post ลงไป นั้นมันก็หมดความเป็นส่วนตัวไปแล้วครับ นอกจากจะ Post แล้วตั้งค่า Privacy “Only Me” หรือ ฉันเห็นแค่คนเดียว เท่านั้นแหละครับ .. หรือบางคนอาจจะแย้งว่า ก็ฉันตั้งค่าให้เห็น Post ฉันเฉพาะ Friend แล้วหนิ จะกลัวอะไร เพื่อนๆ กันทั้งนั้น.. ก็เป็นไปได้ครับ แต่อย่าลืมว่า เพื่อนทุกคนใน Facebook คุณนั้น เขาเป็น “เพื่อน” กับคุณจริงๆ ใช่มั๊ยครับ

social-media-icons

ประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอมากับคนใกล้ตัวผมเลยครับ คือมีพี่ที่ร่วมงานกัน เคย Post ด่าเพื่อนร่วมงาน เสียๆ หายๆ ใน Facebook นี่แหละ ถึงแม้จะไม่ระบุชื่อ แต่ถ้าใครที่รู้จักแกก็คงเดาได้ไม่ยาก ไม่นานครับ สารนี้ก็ถูกส่งต่อถึงคนๆ นั้น รวมไปถึง หัวหน้างานของพี่คนนี้ด้วย.. และเนื่องจาก Post นี้ไม่ได้ด่าแค่คนเดียว ยังควบรวมคนอื่นๆ ในแผนกอีกด้วย และแล้ว พี่คนนี้ก็ถูกหัวหน้างานเขาเรียกไปพบ พร้อมหนังสือตักเตือนครับ … เรียกว่าเสียประวัติกันไปเลย ผมมีโอกาสได้คุยกับแกครับ แกบอกว่า แกตั้งค่าให้เห็นเฉพาะเพื่อนแกเท่านั้น แต่คนที่แกด่าเนี่ยไม่ได้เป็น Friend แกเลย แถมคนในแผนกที่แกด่าก็ไม่เป็น Friend ด้วย แต่ทำไม Post นี้ถึงล่วงรู้ไปถึงคนทั้งแผนกได้.. ก็นั้นแหละครับ ผมเลยถามกลับไปว่า พี่มั่นใจเหรอครับว่า ไอ้ Friend ใน Facebook พี่เนี่ย เป็น “มิตร” กับพี่จริงๆ..

อีกตัวอย่างนึงที่ผมมักจะเจอทุกๆ วันในการทำงานออนไลน์ บนโลกดิจิตอล นั้นคือการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ของเราทุกคน ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีการตลาดบนโลกออนไลน์ ที่เรียกกันว่า การ Retargeting นั้นคือ การนำเสนอสื่อโฆษณาไปให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซ้ำๆ เดิมๆ ตัวอย่างเช่น หากใครเคยเข้าไปเลือกซื้อของเว็บไซต์บางแห่ง แล้วไม่ได้ซื้อหรือ Checkout สำเร็จ เมื่อเราปิดและไปท่องเว็บไซต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เชคอีเมล อ่านเว็บข่าว หรือ เล่น Facebook เราก็จะเจอ Banner โฆษณาสินค้าชิ้นนั้นๆ หรือประเภทนั้นๆ ตามไปตลอกทุกแห่งหน เรียกได้ว่า ตามหลอกหลอนกันเลยทีเดียว.. นี่เองก็เป็นสิ่งหนึงที่น่ากลัวไม่แพ้กันครับ เพราะความเป็นส่วนตัวของคุณ ได้หายไปแล้ว.. ลองนึกภาพโลก Offline ดูนะครับว่า ถ้าเราเข้าร้านสะดวกซื้อ ไปหยิบของมาซักชิ้น จะไปจ่ายเงิน แต่คุณเกิดเปลี่ยนใจ ไม่อยากได้ แล้วนำมันกลับไปวางไว้ที่เดิม แล้วก็เดินออกจากร้านไป ทุกอย่างมันก็จบใช่มั๊ยครับ แต่กับโลก Online มันกลายเป็นว่า ไอ้โฆษณาสินค้าตัวที่เราหยิบ มันดันตามเราไปทุกที่เว้ยเฮ้ย..

ดังนี้แล้ว Digital Footprint ไม่ใช่แค่ การ Post Share แม้แต่ Click ก็เช่นกัน…

จากที่เล่ามาทั้งหมดนั้น อยากให้ตระหนักถึง Digital Footprint ของเราดีๆ จะทำอะไรบนโลกออนไลน์ คิดให้มากๆ นะครับ เพราะทุกอย่าง อาจจะย้อนกลับมาถึงคุณได้ ไม่ช้า ก็เร็ว ครับ

สวัสดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *