โจโฉ

เจ้านายสไตล์โจโฉ ภาค 1

พอดีวันนี้จัดหนังสือเข้าชั้นวาง ก็เหลือบไปเห็นหนังสือสามก๊ก เลยนึกอยากจะเขียนเรื่องสามก๊ก ขึ้นมายังไงไม่รู้ ยอมรับว่าห่างหายกับเรื่องสามก๊กนี้ไปนาน พอสมควร แต่ก็พยายามนั่งนึก เรื่องที่คิดว่าเราพบเจอ คุ้นๆ ว่ามันเกิดในชีวิตประจำวัน เลยหยิบยกขึ้นมา เล่าสู่กันฟัง เอาเป็นว่า ผมจะเล่าสามก๊ก เป็น สามก๊ก ฉบับ มนุษย์เงินเดือน ดีกว่า เอามาเปรียบเทียบ กับการทำงานในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าจะเห็นภาพดี ออกแนวได้บทเรียน รู้เท่ากันคนด้วยละกันครับ

โจโฉ

โจโฉ ฉบับซีรีย์ ปี 2010

วันนี้ขอหยิบยก การทำงาน กับ นาย สไตล์ โจโฉ มาเล่าละกันครับ โจโฉ จากที่หลายคนรู้ คือเป็นตัวละครที่นับว่าโดดเด่นมาก ในสามก๊ก ไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม โจโฉเองนั้น ปกครองลูกน้องแบบทุกคนทันเทียม จะยากดีมีจน Low Profile หรือ ลูกท่านหลานเธอว์ ยังไง ขอให้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เข้าตากรรมการ ก็นับว่าจะได้เลื่อนขั้น มีอนาคต กันแน่แท้เลยทีเดียว หรือถ้าพูดกันง่ายๆ ก็อย่าง เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นแมวสีอะไร ขอให้จับหนูได้ก็พอ ประมาณนั้นเลยครับ

ฟังๆ ดูเหมือนจะดีใช่มั๊ยครับ แต่ก็ยังไม่หมดนะครับ นอกจากทุกคนจะทัดเทียมกันแล้ว การลงโทษ และ ให้รางวัล ก็เช่นกัน ทำดีก็ชม ให้รางวัล ส่วนทำพลาดมาก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน (ยกเว้นจะมีบุญเก่า หรือ ผลงานดีในอดีตมีเยอะ) แต่สิ่งที่น่ากลัว และเป็นสิ่งที่ลูกน้องหลายๆ คน อาจจะไม่ค่อยจะชอบใจสักเท่าไหร่ ก็ยังมีนะครับ ผมจะลองยกเรื่อง ตอนนึง ในสามก๊กมาเล่าละกันครับ

เป็นตอนที่ โจโฉ ทำศึก รบกับ อ้วนสุด อ้วนสุด รู้ว่าโจโฉยกทัพมา ต้องเดินทางไกล เสบียงคงจะต้องขาดแคลนแน่ๆ ดังนั้น ต้องรบแบบ ตั้งรับ ไม่ออกรบ รอสะเบียงโจโฉหมด ก็จะถอยกลับไปเอง ดังนั้น ตอนนี้โจโฉเสียเปรียบสุดๆ โจโฉต้องใช้กำลัง ทุ่มเท หมดหน้าตักเข้าตีเมืองอ้วนสุด เพื่อยึคเมือง จบศึกให้จงได้ และแล้ว เหตุการณ์ที่น่าสนใจ ก็เกิดขึ้น เมื่อเสบียงเริ่มอยู่ได้ไม่นาน อองเฮา นายเสบียง ที่คุมการแจกจ่ายเสบียงอาหารในกองทัพก็มาถามกับโจโฉ

 

 

อองเฮาถามโจโฉว่า : ” ทหารของเรามีมาก เสบียงอาหารเหลือน้อย จะทำอย่างไรดี ”
โจโฉตอบว่า : ” จงจ่ายข้าวให้น้อยลงกว่าเก่า เอาแค่ให้พอประทังไว้ จนกว่าการศึกจะชนะ”
อองเฮาย้อนถามว่า : ” ทหารจะไม่โกรธ จนก่อจลาจลขึ้นมาหรือ”
โจโฉตอบว่า : “ข้าพเจ้ามีแผนแล้ว จะออกอุบายเอง”
อองเฮาจำต้องปฏิบัติการไปตามคำสั่ง โดยจ่ายข้าวให้ทหารน้อยลง

ครั้นเวลากลางคืน โจโฉจึงใช้ให้คนสนิทไปเที่ยวฟังดูข่าวคราวในกองทัพว่าทหารเป็นยังไงบ้างจากการลดปริมาณอาหาร ทหารทั้งปวงเสียน้ำใจ ชวนกันครหานินทาโจโฉ จนอาจจะก่อจลาจลแล้ว โจโฉจึงคิดเอาใจทหารทั้งปวง ให้มีกำลังใจสู้ศึก จึงเรียกหาตัวอองเฮามาพบแล้วสอบถาม

โจโฉถามอองเฮาว่า : “เราจะขอของมีค่าจากท่านสักสิ่งหนึ่ง ท่านพอจะข้าได้ให้หรือไม่”
อองเฮาตอบโจโฉกลับว่า : “ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อย หาได้มีของมีค่าอันใด ที่ควรค่ากับท่านไม่”
โจโฉจึงเรียกอองเฮามาใกล้ๆ และ กระซิบว่า : “เราจะของยืมศีรษะของท่านหน่อย
อองเฮาได้ยินก็ตกใจ รีบคุกเข่าขอร้องว่า : “ข้าพเจ้ามิได้ทำผิดอันใด ใยท่านจะตัดหัวข้า”
โจโฉตอบว่า : “ข้าก็รู้ แต่ตอนนี้ทหารหมดกำลังใจ กองทัพจะปั่นป่วน ต้องตัดหัวท่าน เพื่อให้กำลังใจทหารกลับมา ยังไงข้าจะดูแล ลูกเมียเจ้าเอง”

พอพูดจบ ก็เรียกให้ทหาร ลากตัวอองเฮา ไปประหาร ตัดหัว แล้วโจโฉก็ประกาศ ต่อหน้าทหารทั้งปวง ว่า อองเฮา นายเสบียงทำผิด ยักยอกการจ่ายเสบียง ตอนนี้จับได้แล้ว ก็ได้ประหารให้ทุกคนเห็นแล้ว ดังนั้นวันนี้ จะแจกข้าวเต็มที่ จนหมด แล้วเราจะไปตีเมืองอ้วนสุดกันให้จงได้ … และแล้วชัยชนะก็เป็นของฝ่ายโจโฉ . .

โจโฉ

มองไปแล้วเหมือนกลยุทธ ทุบหม้อข้าวพระเจ้าตากเลย ใช่มั๊ยครับ แต่นี่ ต้องแลกด้วยหัวคน เลยทีเดียว!

จะว่าไปแล้วยุคสมัยนี้ คงไม่มีแล้วหละ การยืมหัว เพื่อปลุกใจ หรือ เพื่อส่วนรวมอะไรขนาดนี้ จะมีก็แต่การ โยนความผิด ไปให้ลูกน้อง เพื่อให้ตนไม่เสียหน้า หรือ ไม่เสียหาย องค์กร หรือ ส่วนรวมเท่านั้นเอง จะว่าไปแล้ว โลกนี้ ยังต้องมี คนอย่าง อองเฮา อีกซักกี่คน ที่ต้องมาสังเวย เพื่อให้เป็นสะพานทอดไปสู่ความสำเร็จ ของผู้นำ หรือ องค์กร ก็น่าคิดนะครับ . . .

แล้วถ้าท่านเป็นอองเฮา จะทำยังไงดีครับ เพื่อองค์กร เพื่อหัวหน้า เพื่อส่วนรวม แต่ท่านต้องเสีย บางอย่าง จะรับได้ไหม ก็น่าคิดเหมือนกันครับ